ยินดีต้อนรับเข้าสู่ อาคารอายุรกรรมชาย โรงพยาบาลปราสาท จังหวัดสุรินทร์

วันพุธที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2553

อายุรกรรมชาย (6 ล่าง) โรงพยาบาลปราสาท

ยินดีต้อนรับสู่อาคารอายุรกรรม (6 ล่าง) โรงพยาบาลปราสาท

มารู้จักโรงพยาบาลปราสาทกันนะครับ

วิสัยทัศน์
โรงพยาบาลชุมชนระดับ 2.2 เป็นเลิศด้านการบริการสุขภาพแห่งอีสานใต้ ภายในปี 2553

พันธกิจ
1. พัฒนาระบบบริหารจัดการด้านสุขภาพอย่างมีประสิทธิภาพ
2. พัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านสุขภาพขององค์กรและเครือข่าย
3. นำเทคโนโลยีมาใช้ในการปฏิบัติงานให้เหมาะสมกับบริบท
4. ส่งเสริมและบูรณาการการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย

อายุรกรรมชาย (6 ล่าง) โรงพยาบาลปราสาท

ขอบเขตการให้บริการ
ให้บริการผู้ป่วยเพศชายที่มีอายุตั้งแต่ 15 ขึ้นไป ซึ่งป่วยเป็นโรคทางอายุรกรรมที่มีภาวะวิกฤตและผู้ป่วยเรื้อรัง

เจตจำนง
ให้บริการด้วยความปลอดภัยตามมาตรฐานวิชาชีพ โดยปราศจากความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อน ผู้รับบริการพึงพอใจ

ความสามาคี

ความสามาคี

จิตวิญญาณของผู้ให้บริการ

พลังใจจากคนไข้

อาคารตรวจรักษาไข้หวัดเริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 10 ส.ค. 2552 มีผู้มารับบริการโดยเฉลี่ยวันละ 94 คน เจ้าหน้าที่ทุกคนให้บริการด้วยความเต็มใจเปรียบเสมือนญาติพี่น้องทั้งผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอกที่มารับบริการในอาคารตรวจรักษาไข้หวัด เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 ก.ย. 2552 เวลาประมาณ 20.00 น. ซึ่งผมเองนายกวันวัศ เสาวพันธ์ พยาบาลประจำอาคารตรวจรักษาไข้หวัด ซึ่งกำลังปฏิบัติหน้าที่เวรบ่ายในวันนั้น ขณะนั้นเองมีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นติดต่อกัน 2 ครั้ง ผมลุกขึ้นเดินตรงไปรับโทรศัพท์ เมื่อยกหูโทรศัพท์ขึ้นผมพูดขึ้นว่า “สวัสดีครับ กวันวัศ เสาวพันธ์ พยาบาล 6 ล่างครับ” จากนั้นมีเสียงตอบกลับมาว่า “สวัสดีค่ะ ! ER รายงาน case admit ค่ะ คนไข้ชื่อนายงอม ทองละมุน อายุ 51 ปี มาด้วยอาการไข้ ไอ หอบ ก่อนมา 1 วัน เป็นCase Influenza เดี๋ยวส่งผู้ป่วยไปนะค่ะ” ระหว่างนั้นไม่นานนักพนักงานเปลเข็นผู้ป่วยมาผมเห็นผู้ป่วยใส่ออกซิเจนมาด้วย สีหน้าท่าทางเพลียและไอมาก ขณะนั้นมีผู้หญิงวัยกลางคนเดินตามหลังมาสังเกตเห็นสีหน้าท่าทางวิตกกังวล ผมและพี่ผู้ช่วยเหลือคนไข้เดินออกมารับผู้ป่วย แล้วนำผู้ป่วยไปยังห้องพักเรียบร้อย และปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของแพทย์จากนั้นดูแลให้ผู้ป่วยได้พักผ่อน ผมเองได้หันไปถามผู้หญิงที่ติดตามมาทราบว่าเป็นภรรยาของผู้ป่วย ผมได้เชิญไปนั่งซักประวัติการเจ็บป่วยของผู้ป่วย ทราบว่าคุณงอมกับภรรยา เป็นคนศรีสะเกษกำลังเดินทางไปกรุงเทพฯ เพื่อไป เยี่ยมลูกในระหว่างเดินทางผู้ป่วย มีอาการไอมาก หอบ เพลียมากขับรถไม่ไหวเมื่อมาถึงโรงพยาบาลปราสาทจึงแวะเข้ามาตรวจ เมื่อพูดคุยเสร็จก็พูดขึ้นว่าถ้ามีปัญหาอะไรก็สามารถบอกได้ทุกเมื่อ ในระหว่างเวรผมเดินประเมินอาการผู้ป่วยตามห้องต่างๆ เมื่อถึงห้องคุณงอมในห้องมี 2 เตียง ซึ่งผู้ป่วยนอนเตียงหนึ่งแล้วว่างเตียงหนึ่งภรรยานั่งเฝ้าอยู่ข้างด้วยอาการง่วงนอน ผมเลยเข้าไปบอกว่าตอนนี้ไม่มีคนไข้อื่นเข้ามาพักสามารถนอนบนเตียงคนไข้ได้ มองไปข้างๆในห้องไม่มีเสื่อไม่มีผ้าห่มเลย ผมพูดขึ้นอีกว่า “เดี๋ยวให้เจ้าหน้าที่เอาผ้าปูที่นอนและผ้าห่มมาให้นะครับ” ภรรยาคุณงอมตบกลับว่า “ขอบคุณมากเลยค่ะ”
เช้าวันที่ 12 ส.ค. 2552 ซึ่งเป็นวันที่ 1 ของการนอนโรงพยาบาล ในเวลาราชการเจ้าหน้าที่มาทำงานครบทุกคนเมื่อได้รับทราบข้อมูลจากการส่งเวร ทุกคนแวะเวียนดูแลคุณงอมเหมือนกับที่ปฏิบัติกับผู้ป่วยทุกคน สอบถามปัญหาต่างๆคุณงอมให้ความร่วมมือดี วันนี้หน้าตาคุณงอมสดชื่นขึ้นไข้ลดลงไม่หอบ ให้ข้อมูลการเจ็บป่วย การรักษาของแพทย์ และข้อปฏิบัติตัวต่างๆ อาการคุณงอมเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ
เช้าวันที่ 13 ส.ค. 2552 ซึ่งเป็นวันที่ 2 ของการนอนโรงพยาบาล แพทย์เจ้าของไข้ตรวจเยี่ยมและอนุญาตให้ผู้ป่วยกลับบ้านได้ ผมและพี่ๆในหน่วยงานดูแลผู้ป่วยก่อนกลับ วันนี้ทั้งคุณงอมและภรรยาหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส ผมถามว่า “จะกลับบ้านที่ศรีสะเกษหรือไปกรุงเทพฯต่อ” คุณงอมตมว่า “ตอนนี้หายแล้วเดี๋ยวจะไปกรุงเทพฯต่อไปเยี่ยมลูก” ในขณะนั้นเองผมคิดในใจว่านี้หรือคือ “ความรักของพ่อแม่”ผมได้แต่ยิ้มและตอบว่าครับ เมื่อเตรียมตัวเสร็จคุณงอมแลภรรยาก็เดินเข้ามาแล้วยกมือไหว้กล่าวลากับเจ้าหน้าที่ทุกคน ต่างคนก็กล่าวอวยพรให้คุณงอมและภรรยาเดินทางด้วยความปลอดภัย คุณงอมและภรรยาเดินไปขึ้นรถและขับออกไป
2 วันต่อมาวันที่ 15 ส.ค. 2552 ผมกำลังปฏิบัติงานเวรดึกอยู่ เวลาประมาณ 04.00 น. ได้ยินเสียงรถยนต์มาจอดข้างอาคารแล้วดับไปผมไม่ได้สนใจอะไร ระหว่างนั้นไม่นานนักมีเสียงเรียก “คุณหมอๆครับ” ผมตกใจคิดว่าผู้ป่วยอาการทรุดลง รีบเดินออกมาดูปรากฏว่าเห็นคุณงอม ทองละมุนยืนอยู่หน้าประตูสีหน้ายิ้มแย้มมือสองข้างเต็มไปด้วยมะม่วง และหน่อยหนา ผมพูดขึ้นว่า “เอ๊า!คุณงอม มาได้อย่างไรครับ” คุณงอมตอบว่า “ผมกลับจากกรุงเทพฯ ขับรถผ่านสระบุรีเลยซื้อมะม่วงและหน่อยหนามาฝากคุณหมอครับ” ผมพูดขึ้นว่า “ไม่เป็นไรครับลำบากเปล่าๆ” จากนั้นเชิญคุณงอมเข้ามานั่งในอาคารสอบถามอาการ คุณงอมบอกว่าสบายดี ตั้งใจเอาของฝากมาให้ เดี๋ยวก็กลับบ้านต่อเลย เมื่อคุยเสร็จคุณงอมก็ขอตัวกลับ ผมเองก็อวยพรให้เดินทางด้วยความปลอดภัยและเดินไปส่งคุณงอมที่หน้าอาคาร
จากเหตุการณ์ดังกล่าวผมเองคิดว่าเราไม่จำเป็นต้องดิ้นรนเพื่อทำความดีกับใคร และเพื่อให้ใครเห็น แต่เราสามารถทำงานที่เรามีอยู่ด้วยความเต็มใจ ด้วยความรัก ด้วยจิตวิญญาณของนักบริการอย่างเต็มความสารถด้วยหัวใจของความเป็นมนุษย์แล้ว ผลที่ได้คือผู้รับบริการและสำคัญยิ่งกว่านั้นคือ ความภาคภูมิใจ พลังแรงใจที่เกิดกับผู้ให้บริการทุกคน





กวันวัศ เสาวพันธ์
พยาบาลวิชาชีพ
โรงพยาบาลปราสาท



..........................................................................................................



น้ำตาบอกเหตุ

วันหนึ่ง ณ อาคารตรวจรักษาไข้หวัดโรงพยาบาลปราสาท เปิดให้บริการผู้ป่วยตามปกติ บุคลากรเจ้าหน้าที่ทุกคนปฏิบัติหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มความสามารถ ในระหว่างนั้นเองมีผู้ป่วยหญิงวัยกลางคนท่านหนึ่งมาตรวจรักษาที่อาคารด้วยอาการเหนื่อย เพลีย และมีน้ำมูก เมื่อซักประวัติเสร็จแล้วก็เข้าห้องตรวจพบแพทย์ ซึ่งมีผู้ช่วยเหลือคนไข้ท่านหนึ่งชื่อ นางสาวผกกรอง บรรลือทรัพย์ อยู่ในห้องตรวจด้วยคอยช่วยเหลือแพทย์และคนไข้ที่เข้าตรวจ เมื่อผู้ป่วยหญิงท่านนั้นเข้าตรวจเรียบร้อยปกติต้องไปนั่งรอรับยาต่อ แต่เมื่อออกจากห้องตรวจแล้วผู้ป่วยกลับมานั่งที่เก้าอี้หน้าห้องตรวจ ขณะนั้นผมนายกวันวัศ เสาวพันธ์พยาบาลประจำอาคารตรวจรักษาไข้หวัดกำลังนั่งทำงานที่โต๊ะทำงานซึ่งอยู่ไม่ไกลนักมองเห็นและสังเกตเหตุการณ์อยู่ เห็นสีหน้าเศร้าหมองมีพี่ผกากรองเดินมาคุยด้วย สักครู่ผู้ป่วยก็ใช้ผ้าเช็ดน้ำตาพี่ผกากรองจับมือ จับไหล่และลูบ หลังผู้ป่วยแล้วมีเสียงร่ำไห้ออกมาแต่ไม่ดังนัก ผมจึงเดินไปสอบถามเหตุการณ์ ทราบว่าผู้ป่วยกำลังเสียใจที่ลูกชายเสียชีวิตเมื่อ 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมเข้าใจและเดินออกมาปล่อยให้พี่ผกากรองอยู่กับผู้ป่วย ไม่นานนักผู้ป่วยก็หยุดร่ำไห้และเดินมานั่งรอรับยาเมื่อรับยาเสร็จผู้ป่วยก็เดินมาลาเจ้าหน้าที่กลับบ้าน ระหว่างนั้นผู้ป่วยมาลาผมและได้ถามว่า”ไม่เป็นไรนะครับ” ผู้ป่วยตอบว่า “ไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณค่ะ” แล้วก็เดินออกจากอาคารไป
จากเหตุการณ์ดังกล่าวผมได้เรียนรู้และเข้าใจถึงจิตใจของคนเราว่า “บางครั้งเราเมื่อมีความทุกข์ใจ เดือดร้อนใจ และเสียใจ เราก็ต้องการใครสักคนที่คอยรับฟังและเข้าใจ เพียงแค่น้ำตาได้ไหลก็รู้สึกดีแล้ว”
เราเองซึ่งเป็นนักบริการผู้ที่มาใช้บริการตรวจรักษานั้นมาด้วยสาเหตุที่แตกต่างกัน บางคนเป็นด้านร่างกายบางคนเป็นด้วยจิตใจ เราต้องให้ความสำคัญกับผู้ป่วยทุกคน


กวันวัศ เสาวพันธ์
พยาบาลวิชาชีพ
โรงพยาบาลปราสาท